วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันที่ 4 27/07/2010

วันที่ 4 ของการออกทริป

วันนี้ได้ไปดูวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งคือวัดปงสนุก แต่เดิมเป็นโบราณสถานที่ถูกทิ้งเอาไว้ แต่ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่โดยคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และได้รับรางวัลการอนุรักษ์ดีเด่นจาก UNESCO อีกด้วย
ลักษณะของวัดนี้อยู่บนเนินดินที่สูง เข้าสู่ตัวอาคารโดยผ่านบันไดที่มีมีประติมากรรมปูนปั้ันรูปนาค มุ่งสู่วิหารด้วยการนำสายตาจากบันไดได้อย่างดี แต่การเข้าถึงนั้นต้องเดินเข้าจากด้านข้าง ลักษณะของวัดปงสนุกนั้นเป็นศิลปะผสมผสานระหว่างล้านนาและพม่า ลักษณะโครงสร้างที่ซับซ้อนรวมถึงการใช้สีเป็นเอกลักษณ์ทางพม่าซึ่งเป็นการเล่นหลังคาซ้อนชั้นหลาย ๆ ชั้น ดังจะเห็นได้จากรูปนั้นเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ในการออกแบบโครงสร้างไม้ โดยที่มีการรับแรงไม่ตรงจุดเสา แต่เป็นการยื่นคานไปรับเสาที่รับหลังคาอีกทีหนึ่ง

วัดปงสนุก

จากนั้นก็ได้ไปที่วัดศรีรองเมือง

วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่โดยเริ่มทำการก่อสร้างโดยคหบดีชาวพม่าที่เชื่่อว่าการตัดไม้ทำลายป่าเป็นการทำลายธรรมชาติจึงได้สร้างวัดนี้เพื่อขอขมาเทวดาต่าง ๆ ที่อยู่ในต้นไม้

ลักษณะเด่นของวัดนี้คือการใช้กระจกในการประดับประดาภายในตัวอาคารซึ่งเป็นหมู่เรือนขนาดใหญ่ หลังคาที่ซ้อนชั้นหลาย ๆ ชั้นนั้นก่อให้เกิดการระบายอากาศที่ดี ทำให้ภายในวัดนั้นร่มเย็น

วัดศรีรองเมือง กับการใช้กระจกประดับอาคาร

จากลำปางเราได้ออกเดินทางไปสู่จังหวัดแพร่เพื่อไปดูหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการศึกษาลักษณะของสิ่งที่มีอยู่และวิถีการดำเนินชีวิตของคนท้องถิ่น

ลักษณะของบ้านเป็นบ้านไม้เปิดใต้ถุนสุง มีลานดินอยุ่หน้าบ้าน และมียุ้งเก็บข้าว  การสร้าง curculation ทำให้เกิดแกนของบ้านแบ่งแยกสเปสระหว่างบ้านสองหลัง คั่นกลางด้วยยุ้งเก็บข้าว นอกจากนั้นแล้วยังล้อมรอบด้วยพืชสวนครัว


นอกจากนั้นแล้วการใช้สังกะสีทำให้เกิดความแตกต่างที่ลงตัวของวัสดุ อีกทั้งยังมีการเล่นระเบียงโดยใช้เสาเล็ก ๆ ค้ำหลังคาที่ยื่นมาอีกทีหนึ่ง ทำให้เกิดความโปร่งของอาคาร อีกทั้งยังช่วยให้เกิดฟังก์ชั่นในการตากผ้า สามารถนำมาประยุกต์กับการออกแบบรีสอร์ทได้ดี

การใช้เสาค้ำหลังคานอกจากจะช่วยเรื่องโครงสร้างแล้วยังเพิ่มความโปร่งเบาให้กับบ้านด้วย
หลังจากนั้นได้เกิดฝนตกอย่างหนัก นักศึกษาต้องหลบฝนตามบ้านของชาวบ้าน กว่าฝนจะหยุดตกนั้นก็เริ่มค่ำแล้ว ดังนั้นจึงได้เดินทางไปสู่สุโขทัยเพื่อพักผ่อนเพื่อเดินทางในวันต่อไป

วันที่ 3 26/07/2010

วันที่สามของการออกทริป


ไปที่วัดสุชาดาราม

วัดนี้เป็นวัดที่ได้รับรางวัลการอนุรักษ์ดีเด่น ดังนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่เราจะได้ศึกษาลักษณะรูปแบบของวัดล้านนา
การเข้าถึงอาคารนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจในการใช้สเปสส่วนกลางที่เบรคการเข้าถึง ให้เราได้ยืนมองทั้งสองวิหารและเป็นการนำสายตาไปสู่วิหารหลักอย่างน่าสนใจ  โครงสร้างเป็นแบบจั่วหน้าพรหม ที่ซ้อนตามขื่อ และไม่มีปั้นลมปิดขอบกระเบื้อง การตกแต่งก็เป็นแบบปั้นปูนปิดกับไม้ เป็นเอกลักษณ์ของวัดนี้

จากการสอบถามคนพื้นที่ได้บอกว่าห้ามผู้หญิงเข้าไป แต่เหตุใดผู้หญิงภาคเรามาเต็มเลย 5555

ช่องเปิดระบายอากาศของวิหาร
นอกจากนั้นแล้วยังได้ไปเห็นวิหารรูปแบบของพม่า ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้กระจกและสังกะสี นอกจากนั้นแล้วโครงสร้างก็ดูน่าสนใน เป็นการแบกรับน้ำหนักลงสู่คานที่ไม่ตรงกับเสาในแต่ละจุด


หลังจากนั้นแล้วตอนกลางวันก็ได้พักรับประทานอาหารที่วัดวัดข่วงกอม


วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ เดิมทีได้ทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ได้มีการบูรณะซ่อมแซม และสร้างวิหารใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางของชุมชน

ลักษณะเด่นของวัดนี้คือการออกแบบโดยใช้วิทยาการสมัยใหม่ควบคู่ไปกับระเบียบประเพณี การวางผังนั้นเป็นไปตามระเบียบแบบแผน แต่การใช้วัสดุนั้นเพื่อให้เกิดความคงทนถาวรก็ได้ใช้วัสดุที่ดีกว่าเดิม สิ่งที่น่ายกย่องคือการสร้างวัดแล้วไม่ขัดกับสภาพบริบทของชุมชน เป็นการประยุกษ์ความรุ้จากการใช้วัสดุที่กลมกลืนกับธรรมชาติ
ดังนั้นแล้วเรียกได้ว่าเป็น organic architecture ได้เลย


วัดข่วงกอม

นอกจากการออกแบบตัววัดแล้ว ทางผุ้ออกแบบได้ออกแบบกุฐิสงฆ์ ซึ่งมีความสวยงามเป็นอย่างมาก มีการเล่นระดับและการใช้พื้นที่ส่วนกลาง การปลูกต้นสักล้อมรอบ ทำให้หมู่อาคารนั้นกลมกลืนไปกับธรรมชาติ นอกจากนั้นวัสดุยังเป็นไม้อีกด้วย  แต่ไม่มีคนอยู่เนื่องจากสร้างผิดที่ผิดทาง ดังนั้นการออกแบบจึงจำเป็นต้องศึกษาวิถีชีวิตและความเชื่อของคนด้วย ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดกรณีนี้ก็เป็นได้

organic architecture
นอกจากการมาที่วัดนี้แล้วจะได้ศึกษาการออกแบบแล้วยังได้ประสบการณ์การสำรวจพื้นที่รอบข้าง โดยได้ดูบ้านของชาวบ้านและการปลูกสวนครัวที่สวยงาม รวมถึงสภาพท้องถิ่น ทุ่งนา การส่งน้ำเพื่อการเกษตรอีกด้วย
 
เมื่อถึงตอนเย็น นักเรียนทุกคนเริ่มหนื่อยล้า จึงได้ไปพักผ่อนนอนอาบน้ำร้อนที่น้ำตกแจ้ซ้อน
 

บ่อน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน

วันที่ 2 25/07/2010

วันที่สองของการออกทริป

ตอนเช้าเดินทางไปที่วัดไหล่หิน  ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของลำปาง
ลักษณะของวัดนี้ที่เป็นจุดเด่นก็คือ การใช้รูปแบบการทำให้มุมมองของการเข้าถึงอาคารที่ทำได้ดีในการหลอกสายตาว่าเป็นวิหารขนาดใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วเป็นวิหารที่เล็ก ๆ โดยการนำสายตาจากลานทรายที่กว้าง ๆ ทอดไปยังอาคาร โดยมีรูปปั้นสิงห์อยู่ขนาบข้างทางเดิน ทอดไปยังซุ้มประตูปูนปั้นที่ดูวิจิตรตระการตา ทำให้รู้สึกว่าระยะทางของการเข้าถึงนั้นอยู่ไกลออกไป อีกทั้งด้านหลังของวิหารนั้นปลูกต้นไม้ที่เป็นเส้นตั้ง ทำให้อาคารนั้นดูเหมือนว่ายิ่งใหญ่ ทำให้เกิดความน่าศรัทธา  

ภายในของวิหารนั้นเป็นลานทรายล้อมรอบพระธาตุและตัววิหาร นอกจากนั้นแล้วยังมีระเบียงคดที่มีสีขาวสะอาด ทำให้เกิดความมีคอนทราสระหว่างตัวอาคารทำให้เกิดจุดเด่นของวิหาร  ลักษณะโครงสร้างนั้นเป็นไม้เป็นโครงสร้างหลัก ประดับประดาด้วยการทาสีลวดลาย นอกจากนั้นการให้แสงสว่างของอาคารนั้นดูเป็นธรรมชาติยิ่งนัก

แต่ประเด็นที่น่าสนใจของการมาศึกษาวัดไหล่หินนั้นคือการอนุกรักษ์ ซึ่งปัจจุบันนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงวัสดุมุงหลังคา ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมากระหว่างของเก่ากับของใหม่  การตัดต้นไม้ข้างวิหารนั้นทำให้บรรยากาศดูไม่ขลังเช่นเดิม ดังนั้นคุณค่าของอาคารจึงลดลงไป แต่การที่จะบูรณะก็ต้องชั่งน้ำหนักไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งระหว่างความอยู่คงทนถาวร หรือการรักษาคุณค่า ก็ควรจะคล้อยตามกัน ดังนั้นการบูรณะอาคารที่เก่าขนาดนี้จำเป็นต้องศึกษาถึงรูปแบบและคุณค่า การรักษาคุณค่าของอาคารนั้นเป็นสิ่งสำคัญและเป็นบทเรียนกับการอนุรักษ์สิ่งต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต

วัดไหล่หิน สังเกตุที่สเกลคนกับอาคาร
ด้านข้าง ระเบียงคด กับลานทราย


หลังจากที่ได้ไปวัดไหล่หินกันแล้ว ก็ได้ไปวัดพระธาตุลำปางหลวง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งของจังหวัดลำปาง เป็นสถาปัตยกรรมล้านนาโดยแท้ สิ่งที่ได้นำมาคิดวิเคราะห์กันนั้นนอกจากจะเป็นเรื่องของการดีไซน์แล้วยังกล่าวถึงในแง่ของการอนุรักษ์อีกด้วย


ลักษณะการออกแบบของวัดพระธาตุลำปางหลวงนั้นเป็นไปตามระเบียบประเพณีของล้านนาโดยแท้ มีวิหารขนาดใหญ่ และพระธาตุอยู่ด้านหลัง มีลานทรายเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการสรรจรของผู้คน
การเข้าถึงอาคารจะไม่สามารถมองเห็นวิหารได้จากภายนอก แต่เป็นการนำสายตาจากประตูทางเข้าทีดูสง่า ล้อมรอบด้วยกำแพงก่ออิฐที่มีคุณค่าความแท้จากวัสดุ รอบกำแพงนั้นจัดเป็นสวนที่ใช้ต้นไม้ทางตั้งเพื่อเบรคความยาวของอาคาร 

ในเชิงอนุรักษ์นั้นตอนนี้วัดพระธาตุลำปางหลวงเริ่มได้มีการปูกระเบื้องในบริเวณลานภายใน ซึ่งทำให้คุณค่าของความแท้ลดลงไป นอกจากนั้้นแล้วสวนภายนอกนั้นยังได้มีการเปลี่ยนแปลง มีการสร้างอุโบสถที่มีความแตกต่างอย่างมาก ทำให้ไม่เกิดความคล้อยตามซึ่งกันและกัน โดยการที่จะทำให้คุณค่าเพิ่มขัึ้นกลับทำให้คุณค่าเดิม ๆ ที่มีอยู่ลดลงไป

พระธาตุลำปางหลวง

ลานทรายและระเบียงคดที่เป็นกำแพง ดูแล้วเหมือนอยู่บนสวรรค์

หลังจากนั้นก็ได้เดินทางไปดูที่วัดโปงยางคก ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่อีกวัดหนึ่ง วัดนี้ได้รับอิทธิพลมาจากฝ้่งพม่า
สิ่งที่น่าสนใจของวิหารนี้น่าจะเป็นการใช้แสงจากภายนอก และการลื่นไหลของสเปสที่เราไม่เห็นแต่จะสัมผัสจากการนั่งอยุ่ภายใน เพราะว่าการเปิดให้แสงของวิหารนี้จะเปิดจากด้านล่าง ดังนั้นสเปสจะเชื่อมต่อกันเองโดยสายตาเกิดการระบายอากาศและแสงที่ดี ภายในวิหารประดับประดาด้วยลวดลายที่งดงาม และประติมากรรมปูนปั้นโบราณ เข้ากับโครงสร้างที่ดุหนักแน่น ถือว่าเป็นการเล่นกับวัสดุได้อย่างดี  นอกจากนั้นในส่วนของหลังคายังคงเดิมไว้ของเดิม แต่จะแตกต่างตรงที่มีการนำพระพุทธรูปหล่อโลหะไปตั้งไว้ทำให้เกิดการแตกต่างไปเท่านั้นเอง 

การเปิดช่องเปิดด้านล่างของวิหาร
วัสดุมุงกระเบืองเข้ากับอาคารอย่างดี ทำให้เกิดคุณค่าอย่างมาก


หลังจากที่ได้ไปชมวัดทั้งสามวัดแล้ว ระหว่างทางนั้นเองก็ได้ไปที่บ้านโบราณหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นรูปแบบผสมผสานวัสดุท้องถิ่น ฝีมือช่างท้องถิ่น แต่รูปแบบมีการนำรูปแบบทางตะวันตกมาใช้ แต่ว่าเข้ากันได้แบบลงตัว การวางฟังก์ชั่นของบ้านไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่สามารถทำให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทั้งที่ตั้งและบริบทรอบข้างได้อย่าดี

บ้านโบราณที่ผสมผสานหลังคาจากตะวันตก
ระหว่างการเดินทางนั้นเองได้แวะไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่มีความสวยงาม มีบ้านโบราณอยู่ทั่วไป
จากการสอบถามเจ้าของบ้านนั้นคือว่าเขาเองก็ไม่อยากรื้อถอนเพราะเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษให้มา อีกทั้้งเป็นของโบราณควรซึ่งมีคุณค่าที่ให้ลูกหลานได้สืบทอดต่อไป

บ้านโบราณ  ลำปาง

ทริปวันที่ 1 24/07/2010

เป็นวันแรกที่ออกทริป  รถออก 8 โมงเช้า แต่กว่าจะออกก็เกือบ 9 โมง

ระหว่างการเดินทางไปถึงที่พักนั้น ได้แวะไปที่จังหวัดอุทัยธานี
ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่ดูเก่าแก่ ผังของเมืองดูเป็นไปอย่างไม่มีระเบียบ ซึ่งในความไม่มีระเบียบนั้้นเองก็ก่อให้เกิดเสน่ห์อย่างหนึ่ง ในเรื่องของมุมมองของเมือง ทำให้สามารถคาดการของการขยายตัวของเมืองได้อย่างไม่ยาก
เมืองอุทัยธานี
หลังจากที่ได้รับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จแล้ว ก็ได้ออกเดินทางต่อไป จนได้ไปถึงสถานที่ที่เราจะไปเรียนรู้กันที่แรก ก็คือ เรือนแพอุทัยธานี  โดยพวกเรานั้นได้ลงไปศึกษาความเป็นอยู่ของผู้คนที่ได้อาศัยอยู่ในเรือนแพ

เรือนแพเป็นโครงสร้างลอยน้ำขนาดเล็ก โดยสมัยก่อนนั้นใช้ไม้ไผ่ซึ่งมีอยู่มากในท้องถิ่นนำมามัด เป็นเรือนเครื่องผูก ภายในใช้สำหรับอยู่อาศัยได้ไม่กี่คน นอกจากนั้นแล้ว การเปิดช่องเปิดและประตูนั้นจะมีสเกลที่เล็กกว่าปกติ การเดินเชื่อมต่อของเรือนหนึ่งไปอีกเรือนหนึ่งนั้นใช้ไม้พาดกันไปมา การที่จะให้เรือนแพนั้นอยู่กับที่ก็ต้องผูกกับเสากระโดง มีการเลี้ยงปลา หรือปลูกไม้น้ำไว้บริเวณหน้าบ้าน  เพื่อป้องกันคลื่นจากเรือที่เดินทางผ่าน
เป็นการลดการโคลงของแพนั่นเอง  ในปัจจุบันนั้นเรือนแพนั้นหาได้ยาก (เฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่จริงๆ ) เนื่องจากการเดินทางสมัยนี้ใช้ทางถนนเป็นหลัก 

ในตอนที่เราได้ไปนั้นก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของผู้คน มีการจัดการสร้างห้องน้ำลอยน้ำไว้เป็นสัดส่วนเพื่อลดปัญหามลพิษทางน้ำ (แต่ไม่แน่ใจว่ามันจะใช้ได้จริงหรือเปล่า)

เรือนแพอุทัยธานี
ทางเดินจากบนบกไปสู่เรือนแพ
ห้องน้ำ
จากวันนี้ก็ได้เห็นว่าสภาพความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อนนั้นมักจะอาศัยอยู่ริมน้ำ แม่น้ำคือหัวใจหลักของชุมชนสมัยก่อน เป็นทั้งหัวใจหลักในการคมนาคม เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นที่อยู่อาศัย  เรือนแพอุทัยธานีทำให้เราได้ย้อนกลับไปถึงบรรยากาศของสมัยก่อนได้อย่างดีทีเดียว

บ้านอาจารย์ทรงชัย (สระบุรี) วันที่ 10/07/53

ก่อนที่จะได้ไปทริปจริง ๆ นั้น จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้การเก็บข้อมูลที่ดี และเปิดวิสัยทัศน์การมองและวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ จากสิ่งที่เห็น อาจารย์จิ๋วจึงได้พานักศึกษาไปสถานที่ที่หนึ่ง ซึ่งมีคุณค่าทางด้านความงามและการอนุรักษ์ นอกจากนั้นแล้วยังได้วิสัยทัศน์ใหม่ ๆ ในการออกแบบโดยที่เราสามารถนำสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ที่เป็นที่คุ้นเคย โดยการนำภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่มีอยู่มาผสมผสานกับความรู้ทางด้านโครงสร้างที่มีอยู่ โดยการออกทริปครั้งนี้สรุปความได้ดังนี้


    เริ่มแรกเมื่อมาถึงบ้านของอาจารย์ทรงชัยนั้น ก็สัมผัสได้ถึงความร่มรื่นด้วยรั้วประตูทางเข้าของบ้านซึ่งสอดแทรกด้วยพรรณไม้เลี้อย มีประตูทางเข้าอย่างชัดเจน โดยการที่จะถึงสู่บริเวณบ้านนั้นต้องเดินข้ามน้ำซึ่งเป็นคูน้ำรอบบ้าน นอกจากจะสร้างความร่มรื่นให้กับบริเวณสวนภายในแล้ว ยังช่วยให้เกิดความร่มเย็น จากลมที่พัดเข้าสู่ตัวบ้านก็จะพัดไอความเย็นจากน้ำ ผ่านพุ่มไม้ แล้วเข้าสู่ตัวบ้านอีกทีหนึ่ง
    เมื่อเดินเข้าไปสู่บริเวณบ้านแล้วก็จะเห็นการจัดแลนสเคปของบ้านพื้นถิ่นคือ มักจะพบลานดิน ซึ่งแต่ก่อนใช้เป็นที่ตากข้าวหรือแกลบในการทำเกษตรกรรม นอกจากนั้้นแล้วบริเวณลานดินก็จะช่วยให้ดูดซึมความร้อนก่อนพัดพาเข้าตัวบ้าน สเปสของลานดินนั้นสวยงาม มีความกลมกลืนกับบ้านพื้นถิ่น อีกทั้งยังเป็นส่วนช่วยป้องกันสัตว์มีพิษเข้าสู่ตัวบ้าน(สามารถมองเห็นสัตว์เหล่านี้ได้ง่ายเมื่ออยู่บ้าน) เป็นความชาญฉลาดของคนสมัยก่อนในการจัดพื้นที่ต่าง ๆ
    ตัวบ้านนั้นเป็นบ้านโบราณ แต่ไม่ใช่เป็นการออกแบบตามประเพณีนิยม เป็นการสร้างโดยช่างพื้นถิ่น ดังนั้นการวางผังบ้านจะเป็นไปตามฟังก์ชั่น และการขยายครอบครัวของคนโบราณซึ่งมักจะอยู่เป็นครอบครัวใหญ่
   บริเวณหลังบ้านน้้นจัดเป็นบ่อน้ำและมีศาลารอบน้ำ สร้างบรรยากาศความน่าอยู่ ร่มเย็น ด้วยไม้น้ำ และรอบบริเวณของบ่อน้ำนั้นก็เป็นพืชผักสวนครัว   การแยกตัวเรือนที่ติดกับบ่อน้ำนั้นเองกั้นด้วยคูน้ำขนาดเล็ก มีสะพานทอดไปยังหมู่เรือน ซึ่งมีความชาญฉลาดในเรื่องของการเล่นระดับ ซึ่งทางเดินนั้นจะปริ่มน้ำ สร้างความน่าสนใจและมีบรรยากาศที่ดี
ลานดิน
คูน้ำ
หมู่เรือนริมน้ำ


หลังจากที่เราได้ชมบ้านพื้นถิ่นแล้วนั้น ก็ได้เดินมาฝ้่งตรงข้ามของบ้าน ซึ่งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทยวนซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และมีสิ่งที่น่าสนใจในการออกแบบซึ่งหมู่เรือนนั้นได้ยกมาจากบ้านเรือนไทยพื้นถิ่นจากที่อื่น เป็นรูปแบบของภาคกลาง นำมาประกอบเข้าเป็นเรือนหมู่

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ระเบียบการก่อสร้างของคนโบราณ โดยจากการเล่าความของอาจารย์ทรงชัย คือ บ้านแต่ละหลังนั้นสร้างกันต่างสถานที่่ ต่างช่าง แต่เมื่อนำมาสร้างใหม่โดยนำมาประกอบเข้าด้วยกันนั้นมีความลงตัว และโครงสร้างสามารถเชื่อมต่อกัน โดยอาจารย์จิ๋ววิเคราะห์ว่า เป็นระบบการก่อสร้างที่สืบทอดระบบการก่อสร้าง คนโบราณนั้นคิดระบบ modular ได้โดยไม่ตั้งใจ (หรืออาจจะตั้งใจ) เป็นสิ่งที่สามารถยกประกอบสร้างที่ไหนก็ได้  นอกจากนั้นแล้วการออกแบบบ้านริมน้ำนั้น สามารถทำได้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม โดยสิ่งที่น่าสนใจคือการประยุกต์เนินดินที่มีความชัน และหันหน้าออกไปทางแม่น้ำป่าสักนั้น สามารถนำมาเป็นเวทีการแสดง คลุมสเปสด้วยร่มไม้ขนาดใหญ่ มีที่นั่งชมการแสดงที่ติดกับแม่น้ำ พร้อมกับลานดินที่เป็นลานเอนกประสงค์ ซึ่งการที่สอดแทรกตัวบ้านนั้นไปกับสภาพแวดล้อมทำได้ดี


<>
บริเวณที่นั่งชมการแสดง
   
ลานดิน และเวทีการแสดงที่เล่นระดับ
อาคารและต้นไม้ที่เข้ากันได้อย่างดี

หลังจากนั้นแล้วก็ได้ไปตลาดโบราณที่มีอายุกว่า 100 ปี

รูปแบบของอาคารนั้นเป็นตึกแถว แต่มีประเด็นที่น่าสนใจคือการเจาะช่องระบายอากาศที่มีความสวยงาม และตอบสนองฟังชั่นการระบายอากาศที่เหมาะสมกับสภาพอากาศเขตร้อนชื้น

ลักษณะตึกแถวโบราณ และการเปิดช่องเปิด

สรุปสิ่งที่ได้จากวันนี้คือ ได้เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย นอกจากนั้นแล้วยังช่วยให้เราได้คิดถึงเรื่องการวางผังบ้าน และการสอดแทรกการนำแลนสเคปที่ดี ช่วยให้การออกแบบของเรานั้นกลมกลืนไปกับธรรมชาติ เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศบ้านเรายิ่งนัก